“เพราะคนไทยอาจสับสนระหว่าง
แฟนตาซี กับ ความเป็นจริง”

สนทนาสบาย ๆ กับ นักรบ มูลมานัส เกี่ยวกับนิทรรศการ CORONETS


หลายคนอาจจะรู้จักศิลปินคลื่นลูกใหม่ “นักรบ มูลมานัส” ผู้รังสรรค์ภาพประกอบด้วยวิธีคอลลาจผสานความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรมตะวันออกและตะวันตกได้อย่างลงตัว ในเดือนกุมภาพันธ์ 2561 ที่กำลังใกล้เข้ามานี้ นักรบก้าวออกจากโลกภาพประกอบ 2 มิติ มาสู่ศิลปะจัดวาง (Installation art) อย่างจริงจังเป็นครั้งแรกในนิทรรศการ “Coronets” โดยศิลปินเลือกเล่นกับ “ชฎา” วัตถุ(สูงส่ง)ที่คนไทยรู้จักเป็นอย่างดี เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา มาพูดคุยกับนักรบ พร้อมพูดคุยกับ
ฮามิช โปรดิวเซอร์นิทรรศการ Coronets กันเลยดีกว่า

 

จุดเริ่มต้นของนิทรรศการ Coronets คืออะไร

นักรบ: (หัวเราะ) ต้องถามฮามิชเลย

ฮามิช: ส่วนตัวเราชอบงานของนักรบอยู่แล้ว เพราะรู้สึกว่างานของนักรบแสดงความเป็นไทยได้อย่างสนุกสนาน เฮฮา มีหลากหลายอย่างรวมกัน เรารู้สึกว่างานของนักรบเป็นการดึงข้อมูลดิบต่าง ๆ มาแปะ มาประกอบอย่างมีแนวคิด จริง ๆ แล้ว เราติดตามนักรบมาก่อนที่จะรู้จักจริง ๆ มาสักพัก เลยรู้สึกว่าถ้ามีโอกาสคัดสรรงานแรก ๆ ก็น่าจะเป็นของคนนี้ เพราะเรารู้สึกว่ามันมีอะไรบางอย่างที่เชื่อมโยงเรากับงานของนักรบมาตั้งแต่ต้น พอดีเราจะต้องหางานสำหรับ Galleries’ Night 2018 ก็เลยมีช่องทาง จึงลองเสนอ ติดต่อกัน จนเกิดเป็นงานนี้ขึ้นมา

ได้ยินเสียงจากโปรดิวเซอร์แล้ว รู้สึกอย่างไรบ้าง

นักรบ: ดูยิ่งใหญ่มาก (หัวเราะ) จริง ๆ คือเราดีใจ เพราะกำลังอยากขยายขอบเขตการทำงานของเราอยู่พอดี ด้วยความที่เราเริ่มมาจากการทำงานสองมิติ ทำภาพดิจิตอล เราเลยรู้สึกว่าเป็นโอกาสดีที่จะได้ทำงานสามมิติบ้าง และเป็นโอกาสที่ประจวบเหมาะพอดีที่ทางฮามิชติดต่อมา เพราะผ่านนิทรรศการที่ Bacc มาแล้ว สำหรับงานครั้งนั้นเรารู้สึกว่ามันคือความจับฉ่าย รวมอะไรหลาย ๆ อย่างที่เราอยากทำ เลยไม่มี theme ที่ชัดเจน แต่เรากลับรู้สึกว่าเราสามารถหยิบแนวคิดต่าง ๆ ในงานครั้งนั้นมาขยายใหญ่ได้ นิทรรศการครั้งนี้จึงเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้มุ่งตรงไปที่หัวข้อใดหัวข้อหนึ่ง ขอบพระคุณฮามิช (หัวเราะ)

ฮามิช: เราค่อนข้างดูออกว่านักรบสามารถทำงานที่เป็น “ศิลปะร่วมสมัย (contemporary art)” ได้ เราอาจจะเห็นว่านักรบสามารถเติบโตได้อย่างสบาย ๆ ในโลกอินเทอร์เน็ต คนในยุคเราแชร์กันเยอะ แต่สมมติว่าให้นักรบได้ก้าวออกมาจากความเป็นสองมิติ จากการคอลลาจบ้างล่ะ เราตั้งโจทย์ในครั้งนี้ว่า อยากให้เป็นคอลลาจในแง่อื่นบ้าง ที่ไม่ใช่การนำสองสิ่งมารวมกัน งานครั้งนี้จึงออกมาในลักษณะ “juxtaposition” เอาสองสิ่งที่ไม่น่าจะอยู่ด้วยกัน มาวางเคียงกัน ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เราจะได้เห็นนักรบทำงานศิลปะจัดวางจริง ๆ เป็นการสร้างพื้นที่ให้คนที่เข้ามาได้รู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่นี้เลย

นักรบ และ ฮามิช

“Juxtaposition ของงานนี้ คือการนำชฎาที่มีความหมาย มีเรื่องราว มีบริบทในตัวของมันอยู่แล้ว มาวางอยู่ในพื้นที่ของศิลปะร่วมสมัย หรือในแกลเลอรีนั่นเอง เพื่อให้คนมาตีความในลักษณะที่ว่ามันคือวัตถุชิ้นหนึ่ง พิจารณาดูว่าเราจะสามารถตัดมันออกจากบริบทเก่าได้แค่ไหน และเราจะสามารถมองชฎาที่ถูกดัดแปลงในขณะนั้นว่าเป็นวัตถุอื่นได้ไหม หรือจะยังพยายามให้ความหมายเดิมกับมัน การตีความทั้งหมดขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของคนดูแต่ละคน”

ทำไมต้อง “ชฎา”

นักรบ: เพราะเรารู้สึกว่า ชฎา เป็นวัตถุที่เป็นตัวแทนของอะไร ๆ หลายอย่าง เช่น เป็นตัวแทนของความเป็นไทย ไม่ใช่ในแง่ของการได้รับการประดิดประดอยจากศิลปะอันงดงามที่สืบทอดกันมา แต่เรามองในแง่ที่ว่า ความหมายที่แท้จริงของมันคืออะไร ทำไมเราจะต้องดราม่าเวลาเห็นศิลปะต่างชาติ เช่น Lady Gaga เอาชฎาไปใส่ เหมือนมีอะไรบางอย่างในวัตถุนี้ที่คนไทยไม่เข้าใจอย่างแท้จริง ตกลงชฎาแสดงถึงความสูงศักดิ์ของเจ้า หรือจริง ๆ แล้วเป็นแค่สิ่งที่เราใช้เพื่อการแสดงกันแน่  เหมือนคนไทยแยกแยะไม่ออกระหว่าง “แฟนตาซี” กับความเป็นจริง เรารู้สึกว่า พอเราเห็นวัตถุทรงชฎา เห็นลายไทย เห็นสีทอง ๆ เรามักจะนำมันไปผูกกับความยิ่งใหญ่สูงส่ง แล้วเราก็ยอมเคารพนบไว้โดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจริง ๆ แล้ว สิ่งนี้คืออะไรกันแน่

“ชฎา สะท้อนความเป็นไทย ไม่ใช่ในแง่ของความสวยงามทางศิลปะ แต่ในแง่ที่เราไม่เข้าใจว่าสิ่งต่าง ๆ คืออะไร มีที่มาที่ไปอย่างไร และเราควรจะแสดงออกอย่างไร ชฎาอาจเป็นแค่สิ่งหนึ่งในร้อย พัน หรือแสนล้านอย่างที่คนไทยไม่รู้หรอกว่ามันคืออะไร แต่ฉันก็จะไปถ่ายรูป ยกมือบนบานศาลกล่าวกับสิ่งนั้น”

ฮามิช: มันเป็นสัญลักษณ์ของคนไทยที่ชอบบริโภคความแฟนตาซี เรามักจะแสดงออกกับสิ่งที่อยู่เหนือกว่าโดยไม่ตั้งคำถาม เช่น ชฎา ที่เป็นสิ่งที่อยู่เหนือหัว แต่ในครั้งนี้ชฎาจะถูกยืด ทำให้เว่อร์ออกไปอีก มันก็เลยจะมีนัยยะที่น่าสนใจ

คนที่มาชมนิทรรศการจะต้องมาพร้อมประสบการณ์หลากหลายแน่นอน คิดว่าพวกเขาจะรู้สึกอย่างไรบ้าง และการทำชฎาขนาดใหญ่นี้ เป็นการหยิบยื่นโอกาสให้คนได้เข้าใกล้ หรือเข้าถึงความสูงศักดิ์หรือเปล่า

นักรบ: แล้วแต่คนมองว่าเป็นอย่างไร สมมติชาวต่างชาติที่ไม่ได้เกิดใน “วัฒนธรรมชฎา” (หัวเราะ) เขาก็คงมองเป็นเพียงศิลปวัตถุชิ้นหนึ่ง หรือเป็นไปได้ว่า วัตถุอะไรก็ตามที่วางอยู่บนหัวกบาลจะแสดงถึงศักดิ์ ความสูงส่งยิ่งใหญ่ของแต่ละคนในสังคมเป็นปกติอยู่แล้ว มันน่าจะเป็นเรื่องที่เข้าใจกันได้ ส่วนตัวเราไม่ได้เป็นคนสูงศักดิ์ที่จะหยิบยื่นโอกาสให้ใครได้ เราก็แค่จำลองบางสิ่งบางอย่างเท่านั้นเอง จริง ๆ แล้วในยุคนี้ ใคร ๆ ก็สามารถเข้าถึงความสูงส่งได้ มีอินเทอร์เน็ต มีตาดูหูฟัง ทุกวันนี้ระบบสังคมเปลี่ยนแปลงไปแล้ว เราคิดว่า ตัวศิลปินหรือใครก็ตามที่สร้างอะไรขึ้นมา สิ่งนั้นจะกลายเป็นสมบัติของทุกคนมากกว่า เพียงแต่ว่าบางคนกีดกันไม่ให้คนอื่น ๆ ไปถือครองสิ่งเหล่านั้น คือเรามองว่ามันกลายเป็นสมบัติทางความคิดของทุกคนมากกว่า

“ชฎาขนาดใหญ่ผิดปกติที่จะวางอยู่ในพื้นที่แห่งนิทรรศการนี้ นักรบไม่ได้ทำขึ้นมาเองนะ ให้ช่างทำชฎาอาชีพเป็นคนทำทั้งหมด เพราะจะต้องไม่ให้ศิลปินเพิ่มคุณค่าอะไรให้กับชิ้นงานทั้งสิ้น แล้วเรายังอยากจะเน้นย้ำด้วยว่า ชฎายิ่งใหญ่ที่เห็นว่าสวยสดงดงาม เราสั่งทำจากสำเพ็งนะ วัสดุก็ไม่ได้ทำจากทอง แต่ทำจาก “ปะเก็น” คล้าย ๆ วัสดุจำพวกเปเปอร์มาเช พูดง่าย ๆ ว่าเราเห็นของเหล่านี้ได้ตามนางรำแก้บน พวกเขาแต่งตัวเป็นนางฟ้าเทวดา จะเห็นว่าเราเลือกวัสดุธรรมดา ๆ มาจัดแสดงให้ดูยิ่งใหญ่ เป็นการตอกย้ำการที่เรามักจะอิงสิ่งที่เห็นว่ายิ่งใหญ่ไปกับความแฟนตาซี กับความจักร ๆ วงศ์ ๆ ในทันทีโดยที่เราลืมตั้งคำถาม”

นักรบ: อันที่จริง ความแฟนตาซี ในความไม่จริง มันก็มีแก่นนะ พอเราเอามาบิดนิดบิดหน่อยมันก็ไปไกลเกินกว่าความสวยงามได้

ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ นิทรรศการนี้จะมีการแสดงพิเศษอันเป็นส่วนหนึ่งของ Galleries’ Night ด้วย ช่วยพูดถึงการแสดงนี้หน่อย

ฮามิช: เราเชิญศิลปิน performing artist ไฟแรงและกำลังมาแรงคนหนึ่ง เป็นคนรุ่นราวคราวเดียวกัน ชื่อ “โดโจ” การทำงานของโดโจน่าสนใจที่เธอไม่ได้เต้นหรือร้องเพลงอะไร แต่จะออกมาในลักษณะที่ให้โจทย์ตัวเอง เอาตัวเองไปอยู่ในพื้นที่หนึ่ง และทำตามโจทย์ตนเองให้สำเร็จ คนดูก็จะเห็นความยากลำบากบางอย่างของผู้หญิงคนนี้ จริง ๆ แล้ว โดโจแสดงงานมาทั่วยุโรปแล้ว งานของเธอจะมีความเป็นสตรีนิยมอยู่ เวลาเราดูเราอาจจะไม่ได้คิดถึงมัน แต่เวลาโดโจคิดงาน เธอจะหยิบความทรงจำของความเป็นสาวชาวภูไท ที่มักจะเจอทำเนียมห้ามผู้หญิงทำโน่นทำนี่

“โดโจจะอยู่กับชฎาของเราด้วย ตอนแรกก็จะให้โดโจสวมชฎาด้วยนะ เพื่อจะได้ดูการเคลื่อนไหวที่มันยากลำบาก แต่กลัวชฎาจะพัง (หัวเราะ)”

รู้จักนิทรรศการที่กำลังจะเกิดขึ้นกันไปแล้ว มารู้จักตัวศิลปินกันบ้างดีกว่า

ทำไมต้องคอลลาจ

นักรบ: จริง ๆ การทำงานของเรามันเกิดจากความเบื่อหน่าย หมายถึงเบื่อสังคมนี้ที่ต้องมีคนมาบอกตลอดเวลาว่า “สิ่งนี้คือสิ่งนี้” เช่น ความเป็นไทยเป็นแบบนี้ ไปโรงเรียนต้องตัดผมทรงนี้ การแต่งตัวที่ถูกต้องคือแบบนี้ มันน่าเบื่อ เพราะจริง ๆ แล้ว มีทางออกตั้งเยอะแยะ มันสามารถผสมผสานได้เยอะแยะ แต่เราเหมือนอยู่ในสังคมที่เหมือนมีกฎอะไรบางอย่างลอยเหนือหัวเราตลอดเวลา ในทางกลับกัน มีวิธีสร้างสรรค์อะไรตั้งเยอะแยะ เราคิดว่าถ้าคนไทยเปิดรับวิธีการคิดแบบใหม่ น่าจะทำอะไรได้เยอะเลย เราเรียนอักษรฯ เอกไทย เราได้ดูความเป็นไทยที่แล้วมาในอดีต เรากลับเห็นว่าคนสมัยก่อนในประวัติศาสตร์ อย่างคนชั้นสูงนั่นแหละ เป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ เขาจับนู่นจับนี่ จับสิ่งต่าง ๆ มาทำ โดยไม่ได้มานั่งคิดว่าอะไรเป็นไทย อะไรไม่เป็นไทย แต่เขาคิดว่าอันนี้สวย กูก็เอามาวะ อันนี้ดี กูเอามาวะ ผสมผสานเป็นวิถีชีวิต เป็นศิลปะของสมัยก่อน แต่เรารู้สึกว่าคนในสมัยนี้ถูกปิดกั้นด้วยอะไรบางอย่าง ทั้ง ๆ ที่ในอดีตที่ผ่านมา คนไทยสร้างสรรค์กว่านี้อีก แทนที่ยุคนี้จะเป็นยุคที่คนสามารถใช้ความสร้างสรรค์ได้มากขึ้น กลายเป็นว่าเราถอยหลังไปสู่อะไรก็ไม่รู้ เราก็เลยสร้างผลงานขึ้นมาด้วยแนวคิดประมาณนี้ เพื่อจะใช้ความผสมผสาน เราเลยเลือกใช้ collage เพราะเรารู้สึกว่ามันนำเสนอความขัดแย้งได้ดี ทำให้เราเลือกหยิบอะไรที่เข้ากันเลยมายำรวมกันได้

“เรากลับรู้สึกว่าคนในยุคปัจจุบันดูอนุรักษ์นิยมมากกว่าคนในอดีตด้วยซ้ำ”

นักรบ: คอลลาจทำให้เราเชื่อมโยงสิ่งต่าง ๆ ได้ ซึ่งเราชอบเชื่อมโยงอยู่แล้ว สิ่งนี้ในวัฒนธรรมนี้สามารถไปเชื่อมโยงกับสิ่งนี้ในวัฒนธรรมนั้นได้ ตัวละครนี้คือตัวละครนั้น เราคิดว่าการเชื่อมโยงทำให้เห็นอะไรที่แตกต่าง เหมือนส่องกระจกไปเรื่อย ๆ ภาพนี้หมายถึงสิ่งนั้น มันสนุกดีสำหรับเรา

“แก่นของงานเราอีกอย่างคือ เราต้องไม่ไทยก็ไทยอย่างเดียว ฝรั่งก็ฝรั่งอย่างเดียว เพราะหัวใจของคอลลาจอย่างหนึ่งมันคือความขัดแย้ง มันอยู่ด้วยกันได้ไหม มันคือการทดลองอย่างหนึ่ง ปกติคนไทยจะชอบบอกว่าสิ่งนี้มันต้องอยู่กับสิ่งนี้นะ เราก็เลยแบบ “ทำไมล่ะ ก็จะเอาแบบนี้” (หัวเราะ) ปกติมันก็ไม่ผิดไหม ถ้าจะทำอะไรผสมผสาน ไม่รู้ว่าที่เราทำออกมาแบบนี้ อาจเพราะเติบโตมาตามสังคมที่มีกรอบ มีกฎอะไรที่ไม่มีแก่นสาร เลยอยากทลายกฎ จริง ๆ ก็ไม่ได้ทลายอะไรขนาดนั้นหรอก (หัวเราะ)”

กว่าจะมาถึงคอลลาจ นักรบผ่านอะไรมาบ้าง

นักรบ: ยากลำบากเหมือนกันนะ กว่าจะมาถึงจุดที่เรามั่นใจในสิ่งที่เราทำอยู่ เราก็เป็นเหมือนเด็กไทยคนอื่น ๆ ที่อยู่ในโรงเรียนรัฐ ในมหาวิทยาลัยรัฐ เราไม่ได้เรียนรู้ตัวเองได้เลยในตอนเด็ก ๆ เราไม่ได้อยู่ในยุคสมัยนี้ ที่เราเข้าถึงอะไรก็ได้ง่ายมากขึ้น ด้วยข้อมูลเยอะมหาศาล อาจจะทำให้เด็กสมัยนี้รู้จักตัวเองได้ง่ายขึ้น ส่วนเรา เราจับพลัดจับผลูไปเรื่อย ๆ ตอนป.ตรี เราก็ไม่ได้เรียนทางด้านศิลปะ พอตอนเรียน เราก็ชอบ รู้สึกว่าจริง ๆ ชอบการออกแบบอยู่นะ พอจบมาก็อยากทำด้านกราฟิก พอได้ทำก็ว่าสนุกดี เป็นหนทางที่เปิดโลกสร้างสรรค์สำหรับเรา แต่ที่มากไปกว่านั้น เรารู้สึกว่าสิ่งที่เราอยากนำเสนอมันมีเรื่องทางวัฒนธรรมอยู่ด้วย คงเป็นสิ่งที่เราสั่งสมมาตั้งแต่สมัยเรียนและสนใจอยู่แล้วตั้งแต่เด็ก เราเลยคิดว่าอยากเอาการออกแบบและศิลปะ มาผสมผสานกับเนื้อหาทางวัฒนธรรม ซึ่งเราพยายามถ่ายทอดด้วยวิธีการต่าง ๆ แต่เราวาดรูปไม่สวย ระบายสีไม่ได้ ปั้นก็ไม่ได้ ออกแบบเสื้อผ้าก็ดูไม่เวิร์กเท่าไหร่ สรุปแล้วก็กลับมาที่เวลาเราทำงานออกแบบ เราจะทำ mood board ทำให้เราเห็นแนวคิดต่าง ๆ แล้วเราก็พัฒนามาสู่ collage เราสนใจประเด็นทางวัฒนธรรมอยู่แล้ว เราก็หยิบจับใส่เข้าไป กลายเป็นงานอดิเรก ทำเล่น ๆ ของเรา เราชอบในสิ่งที่เราทำ เราไม่ได้คิดว่าคนอื่นจะต้องคิดว่ามันมีคุณค่าอะไรมากมายด้วยซ้ำ แต่คนก็สนใจ เราเริ่มจากการทำภาพประกอบในแมกกาซีน แล้วค่อย ๆ ขยายขอบเขตตัวเองมาสู่งานศิลปะบ้าง

“สิ่งที่เราทำ บางครั้งก็พูดถึงเรื่องที่เกิดในสังคมนะ เรารู้สึกว่ามันดี แต่ก็ไม่ใช่เรื่องจำเป็น เราสะท้อนออกมาด้วยวิธีการของเราเอง บางครั้งคนมาด่าเยอะเหมือนกันนะ แต่เราว่าสนุกดี เพราะแปลว่าคนตัดสินได้ว่าชอบหรือไม่ชอบ พูดตามตรงแรก ๆ ก็ตกใจนะ แต่เราคิดว่าเราทำงานชิ้นหนึ่งขึ้นมาเพราะผ่านการคิดมาแล้ว ว่าสารคืออะไร หลัง ๆ เลยแคร์ตัวเองดีกว่า (หัวเราะ) เราหยุดความคิดคนไม่ได้ แต่เราเองก็ไม่ได้ตั้งใจสร้างงานเพื่อให้คนมาด่าหรือดราม่านะ เราทำออกมาชวนให้ตั้งคำถามกับความรู้ และความเชื่อของตัวเองมากกว่า และชวนให้เปิดใจพร้อมเข้าใจโลกนี้ด้วย”

เสพศิลปะ(ร่วมสมัย)อย่างไรดี ?!


คำถามนี้อาจเป็นคำถามที่ใครหลาย ๆ คนสงสัย แต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีสูตรสำเร็จ บางคนอาจจะกังวลว่าฉันจะเสพศิลปะแล้วไม่เข้าใจ จะมีป้ายอธิบายไหม ลืมเรื่องเหล่านี้ไปได้เลย แนะนำให้เปิดใจ ใช้ประสบการณ์ของตนมาสัมผัสด้วยตนเองดูดีกว่า ก่อนอื่น ลองไปฟังว่าฮามิชและนักรบคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้บ้าง

“เราว่ามันท้าทายนะ หลาย ๆ คนที่เข้ามา จะมีอะไรติดตัวมาไม่เท่ากัน แล้วเขาจะมีปฏิกิริยาต่อชิ้นงานตามประสบการณ์ส่วนตน เช่น ชาวต่างชาติอาจมองว่ามันคือมุงกุฎ tiara ส่วนคนที่อื่น ๆ ที่ยึดถือความสูงศักดิ์ของชฎาอาจจะมาเผางานเราก็ได้ (หัวเราะ) สำหรับศิลปะ เราเห็นอย่างไร มันก็เป็นแบบนั้น ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ มันไม่ใช่ดาวินชี่โค้ด ไม่ต้องมานั่งคิดว่าสีน้ำเงินหมายถึงอะไร (หัวเราะ)” ฮามิช

“เราชอบลักษณะชิ้นงานที่ไม่ต้องบอกอะไรแก่ผู้ชมเลยมากกว่า เพราะสำหรับเรา งานศิลปะน่าสนใจ เพราะคนที่เข้ามาชมมีอะไรติดตัวมาไม่เท่ากัน มีประสบการณ์ เติบโตมาในบริบทที่ต่างกัน เราไม่อยากกำหนดเงื่อนไขหรือทิศทางให้เขาทำตาม คือแล้วแต่เขาจะมองเลย แย่หรือไม่แย่ ผูกโยงกับอะไรก็ตามแต่วัฒนธรรมของเขา มันทำให้ดูน่าสนุกนะ เราชอบศิลปะที่มีความเป็นสากลในตัวของมันเอง ไม่ต้องให้ผู้สร้างอธิบายอะไร มันจะพิเศษกว่ากรณีที่คนจะต้องไปเชื่อตามว่าศิลปินทำสิ่งนี้ แปลว่าอย่างนี้ ทุกคนสามารถสังเคราะห์สาร ความหมายจากชิ้นงานด้วยตนเองได้ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่คนไทยทุกคน ไม่ใช่แค่คนที่มาดูงานศิลปะควรมี คิดออกได้ว่าสิ่งนี้คืออะไร ไม่ใช่ต้องรออาจารย์ ผู้ปกครอง หรือใครมาบอกว่าสิ่งนั้นคืออะไร ทุกคนควรคิดเองได้” นักรบ

เห็นแบบนี้แล้ว ห้ามพลาด! พกใจ พกประสบการณ์ส่วนตัวมาตีความชิ้นงานอย่างสบายใจในนิทรรศการ Coronets ของนักรบ มูลมานัสที่ Thong Lor Art Space ตั้งแต่วันที่ 1 – 20 กุมภาพันธ์ ถือว่าเป็นโอกาสดีที่จะได้เข้าใจวัฒนธรรมของตนเองมากขึ้น ผ่านมุมมองอื่น ๆ ว่าแต่จะมีใครมาตั้งวงรำอยู่แถว ๆ ชฎาไหมนะ…

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ คลิกเลย !

An exhibition by Nakrob Moonmanas
CORONETS
0
0
0
0
Days
0
0
Hrs
0
0
Min
0
0
Sec
By | 2018-01-15T16:58:32+00:00 January 15th, 2018|Blog|